chomphrai's profileWatercolor AppreciationPhotosBlogLists Tools Help

Watercolor Appreciation

A picture may be worth a thousand words, but an action is even more expressive.
June 03

11 บันทึกของนักเรียนสีน้ำเบสิครุ่น 3

 

บันทึกของนักเรียนสีน้ำเบสิครุ่น 3

ไปวาดรูปนอกสถานที่ ณ บ้านสีเขียวที่อยู่ใกล้ ๆ กับบ้านสีขาว เขาใหญ่

ด้วยความช่วยเหลือของราศรีและน้องบอล ลูกชายผู้ไม่ยอมห่างแม่เลย ในฐานะบอดี้การ์ด อีกทั้งยังเป็นผู้มีสายตาอันเฉียบคมในการมองหาโลเคชั่นสวยเหมาะตา ที่พักสบายเหมาะใจ ให้กับพวกเรา ลูกศิษย์เบสิค 3 รวมทั้งลูกศิษย์อาจารย์เต๋าจากเพาะช่าง ทำให้เช้าวันที่ 31 พฤษภา 7 โมงเช้าโดยประมาณ พวกเรา 18 คนออกเดินทางโดยรถ 5 คัน จากกรุงเทพฯ มุ่งสู่เส้นทางถนนมิตรภาพ ผ่านถนนธนะรัฐ ไปทางเขาแผงม้า เพื่อไปยังบ้านสีขาวที่พวกเราคิดกันเอาเองว่าจะไปพัก และวาดรูปกันที่นั่น

 

Rasri-Is sml 

 

หนูชมไพร เป็นเนวิเกเตอร์ พาพวกเรามายืดแข้งยืดขา ดื่มกาแฟรสชาติดี บรรยากาศน่ารัก สุดห้ามใจให้ต้องควักกล้องออกมาจากกระเป๋า ใครที่ชื่นชอบดอกไม้ ไม่แวะที่ร้านนี้แล้วจะเสียยยยใจ ร้านเขาชื่อ "Coffee Mania" (ไม่ได้ค่าโฆษณานะ) แต่ของเขาดีก็ต้องบอกกันไปปากต่อปากละว่า "ชอบมากค่ะ" คนเขียนไม่ได้ดื่มกับเขาหรอกนะ แค่เดินหาทำเลถ่ายรูปดอกไม้ และรูปคนก็อิ่มใจแล้ว ขอแถมอีกหน่อยว่าใครที่ชื่นชอบดอกผักตบชวาสีม่วงหวาน ๆ ต้องมาดูที่นี่

 เรียกแรงจากกาแฟกันแล้ว คณะของเราจึงเคลื่อนล้อต่อไป บางคันก็แวะทานก๋วยเตี๋ยวร้าน คุณเล็กชวนชิม" กันก่อนเข้าบ้าน   คันที่เราไปแวะซื้อข้าวหมูแดงนครปฐมจากตลาดอ.ต.ก. มาเป็นมื้อกลางวันแล้วจึงมุ่งไปบ้านสีขาวกันเลย ส่วนคันของอาจารย์มีทั้งดาว ทั้งคนทำอาหารเก่งอย่างแดง (ทิพย์รัตน์) มาด้วยพร้อมกับแกงหมูชะมวงถึงสองกล่อง เอื้อเฟื้อเจือจานเป็นเมนูพิเศษเซอร์ไพรส์ให้พวกเราทั้งหมด แกงที่ว่านี่หาทานได้เฉพาะในเขตภาคตะวันออกของไทยเราอย่างตราด จันทบุรี ระยอง เท่านั้น เล็กเพื่อนผู้ใจดีของเราอุตส่าห์แวะซื้อข้าวสวยร้อน ๆ มาทานกับหมูชะมวงด้วย อร่อยกันหญ่ายแทบห้ามล้อหยุดกันไม่ได้เลยเชียวแหละ บางคนตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว (สำนวนคุณชายคึกฤทธิ์ใน "สี่แผ่นดิน") เพิ่งจะรู้จักแกงหมูชะมวงก็คราวนี้เอง

all sml

แต่ก่อนจะหาบ้านกันถูกนี่สิ ขับรถวนหากันจนเวียนหัว เจอบ้านสีขาวก็จริง แต่มันไม่ใช่หลังที่น้องบอลส่งเมลมาให้พวกเราดูนำร่องก่อน เราดูไปเรายังนั่งคิดสงสัยเลย ว่า "นี่น่ะเหรอ...บ้านสีขาว  มันสีเขียวชัด ๆ เลยนี่หว่า แต่มีที่สังเกตง่าย ๆ คือบ้านที่เราจะไปนี่เขามีต้นตีนตุ๊กแกขึ้นปกคลุมบ้านสีเขียวที่ว่าไปเกือบมิดหลัง วิธีหาบ้านสีเขียวก็คือ ขับเข้าไปในบ้านสีขาวก่อน แล้วใช้ปากให้เป็นประโยชน์ คนที่บ้านนั้นจะบอกทางให้เราไปบ้านสีเขียวที่ว่าได้ถูก บ้านหลังที่ราศรีติดต่อให้นี้เป็นบ้านแนวคันทรี สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง สถาปนิกที่ไปในกลุ่มของเราสองคน คือหนู กับสุมาลียังชอบใจเล๊ย...แข่งกันถ่ายรูปบ้านมุมโน้นมุมนี้กันอย่างไม่ยอมเหนื่อย คนหนึ่งชอบบรรยากาศห้องน้ำ ที่จัดหินเหลื่อมกันเป็นชั้น ๆ วางกระถางอัฟริกันไวโอเลตกำลังบานเผยโฉมสวยอยู่ทีเดียว อีกคนหนึ่งหลงใหลห้องครัวที่โปร่งใสสะอาดตา

 อิ่มกันแล้ว เรามารวมกลุ่มดูอาจารย์เต๋าสาธิตวาดรูปทิวทัศน์ตรงหน้า เริ่มจากท้องฟ้าด้วยเทคนิคเปียกบนเปียก และปุยเมฆก่อนที่จะลงสีภูเขา และต้นยูคาลิปตัส ไล่มาจนถึงไร่ข้าวโพด และ เก็บรายละเอียด ทำกุ๊กกิ๊กจนพอใจ แล้วจึงเซ็นชื่อ แบบที่ไม่มีใครอ่านออกน่ะ ตบท้ายด้วยเลขค.ศ. 2008 ลูกศิษย์ทั้งหลายจึงแยกย้ายกันไปหาทำเลเหมาะ ๆ เล็งสิ่งที่ตัวเองอยากจะวาด สำเร็จออกมาหลายรูป อาจารย์เต๋าคอยแก้ไขรูปให้จนบางรูปพอแก้เสร็จ เจ้าของรูปจำไม่ได้ว่าเป็นรูปของตัว ถึงกับกระดากไม่กล้าเซ็นชื่อก็มี

 

A Tao Paint sml   A Tao Paint sml2

ทั้งสองภาพโดยอาจารย์นพดล เนตรดี 31 พค และ 1 มิย 2008

จบวันที่หนึ่งด้วยอาหารเย็นตั้ง 5 ชนิด ไก่บ้านทอดเกลือ ต้มยำปลาช่อน ลาบหมู ยำตะไคร้กุ้งสด คะน้าหมูกรอบ และผลไม้รวม อุแม่เจ้า กลัวพวกเราไม่มีเรี่ยวแรงวาดรูปกันหรือยังไงจ๊ะ เล็ก? จากนั้นคนบันทึกก็ลุกไปอาบน้ำ สวดมนต์เข้านอน โดยมิได้นำพาว่าคนอื่น ๆ จะยังคุยเรื่องอะไรกันต่อไป หนุกหนานกันแค่ไหน ด้วยรู้ตัวดีว่าสุขภาพไม่อำนวยให้อยู่ดึก ๆ ดื่น ๆได้ อีกอย่าง ขอออมแรงไว้ละเลงสีน้ำวันรุ่งขึ้นดีกว่า ไหน ๆ มาแล้ว ต้องได้งานเป็นชิ้นเป็นอันกลับไปอวดคนที่บ้านหน่อยซี่

Duangjai sml   Duangjai Paint sml 

วันรุ่งขึ้น ตื่นก่อนใคร ๆ เพราะมีกิจวัตรตอนเช้าหลายอย่าง เห็นบรรดาลูกศิษย์มุงจนแทบไม่เห็นตัวอาจารย์ตรงม้านั่งริมบึงฝั่งตรงข้ามบ้าน เลยเดินเข้าไปสมทบด้วย ทันดูเทคนิคการลงสีที่ใช้สเปรย์ฉีดน้ำให้เป็นฝอยบาง ๆ ก่อนลงสีต้นไม้ จะทำให้สีนุ่มนวลขึ้น ภาพอาจารย์เต๋าแต่ละภาพดูหวานจนน้ำลายหยดจริง ๆ แต่ส่วนที่ยากที่สุดคือตัวบ้าน และครัวที่เชื่อมต่อกันด้วยทางเดิน อาจารย์เริ่มลงสีตรงเถาไม้เลื้อยตรงชานหน้าเรือนก่อนไล่จากเหลือง ไปเข้ม ลงสีเรือนและครัวที่ปกคลุมไปด้วยต้นตีนตุ๊กแก เสร็จแล้วจึงลงสีต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบ ๆ นั้น แต่งภาพ ลงเนกาทีฟเพื่อช่วยขับภาพข้างหน้าให้เห็นเด่นชัดขึ้น ใส่กุ๊กกิ๊ก แต้มตรงนั้นตรงนี้ด้วยสีเงาบ้าง สีเข้มบ้าง เป็นอันเสร็จ

   

Sumalee sml

พอดีได้เวลาอาหารเช้า คือ ข้าวต้มไก่บ้าน อร่อยสมคำเล่าลือจริง ๆ จากนั้นก็ถึงคราวตัวใครตัวมัน เลือกทำเลให้เหมาะใจ นั่งวาดไปจนถึงเวลาอาหารกลางวัน แล้วเอาไปให้อาจารย์แต่งเติมให้อีกนิดก็ใช้ได้ แต่กว่านักเรียนดีเด่นจะยอมวางพู่กันไปก๋วยเตี๋ยวราดหน้า อาจารย์เต๋าต้องเรียกแล้วเรียกอีก “พี่ดวงใจ ทานข้าวก่อน” “ค่ะ ๆ ๆ ขอเติมตรงนี้นิดก่อน” แล้วไปทานก๋วยเตี๋ยวราดหน้าด้วยสปีดที่เร็วที่สุดในชีวิต แล้วกลับมาวาดภาพต่อ โห...รูปวันที่สองนี่ทำเอาเราเครียดไปเลย ขนาดชมไพรรุ่นพี่สูงละลิ่ว ยังทักว่า อาจารย์ให้โจทย์ยาก ปราบเซียนเลยนะนั่นน่ะ และพวกเราก็ยืนหยัด นั่งหยัด เขียนจนเสร็จ ขั้นสุดท้ายคือ เอาไปให้อาจารย์ตรวจแก้ไข เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ก็ได้รูปที่จะนำกลับไปใส่กรอบ อวดสายตาชาวโลกได้

   

Tipparat sml

สรุปแล้วทุกคนมีความสุขกับทริปนี้มาก ที่พักวิเศษ อาหารอร่อย บรรยากาศเป็นเลิศ อาจารย์เก่งกาจระดับเซียน นักเรียนมีความตั้งใจเขียนภาพกันดี เอื้อเฟื้อเจือจานกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเรารู้สึกอบอุ่นผูกพัน แต่คนที่เรานึกถึงเสมออยากให้มาด้วยก็คือเล็ก (หทัยทิพย์) หรือที่อาจารย์เต๋าเรียกว่า “พี่เล็ก นอร์เวย์” เล็กจ๋า ขอให้รู้นะว่าพวกเราคุยถึงคุณด้วย “เล็กจะสงสัยมั้ยน้า ว่าป่านนี้พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ”

 

  Rasri Paint sml   Tipparat Paint sml

รูปกรอบเขียวโดยราศรี วิภาดาพิสุทธิ์ รูปกรอบม่วงโดยทิพย์รัตน์ อรรถวิภัชน์

ปิดท้ายรายการด้วยการถ่ายรูปหมู่เพื่อให้ทริปวาดภาพนอกสถานที่ของพวกเราสมบูรณ์แบบ ดูรูป และสังเกตหน้าตาทุกคนซีคะ ว่ามีความสุขกันแค่ไหน

 

tu33 sml

ขอขอบคุณอาจารย์ และเพื่อน ๆ ผู้จัดการ ผู้ประสานงาน และผู้ให้ทุกๆ คนที่ช่วยกันทำให้ทริปนี้สดชื่นราบรื่นสมดังเจตนารมย์ของทุกคนนะคะ หวังว่าจะมีทริปอย่างนี้เกิดขึ้นอีก พวกเราจะรอค่ะ

จิ๋ม (ดวงใจ มีกังวาล)

ผู้บันทึก 31พค-1มิย 2551

September 21

10. ลงเรือวาดรูปกับศิลปินแห่งชาติ

Wat Artists

ล่องคลองบางกอกน้อย-บางกรวย

เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ควรจะตอบรับคำชวนไปล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าคลองบางกอกน้อยออกคลองบางกรวย

ข้อแรกสุด คนโทรมาชวนเป็นกัปตันสมเกียรติ โรมิโอหน้าหยกของรุ่น และข้อที่สองสมเกียรติบอกว่าไปลงเรือวาดรูปกับศิลปินแห่งชาติ

ฉันพยักหน้าให้ตัวเองเพื่อย้ำว่า คิดถูกแล้ว และแอบหวังว่าสมเกียรติและศิลปินที่เชิญมาคงจะเห็นว่าเป็นการดีเหมือนกันที่มีหนึ่งสาวร่วมเดินทาง (น้ำ) ในครั้งนี้ด้วย

ไม่ได้เตรียมตัวมาก สีน้ำและอุปกรณ์ชุดพกพา หมวกกันแดด และตะกร้าชากาแฟกับขนมไว้ทานในเรือ กะไปถึงที่นัดหมายก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เพราะรู้ว่าในเขตโรงเรียนวัดเขมาภิรตารามมีพระตำหนักแดงที่อยากดูมานานแล้ว คราวนี้ต้องดูให้ได้

เอาเรื่องอดีตของวัดเขมาไปเล่าไว้ท้ายเรื่องดีกว่า สมเกียรติผงกหัวรับ

- - - - -

กลับมาตอนเก้าโมงเช้าของวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน

สมเกียรติ

ยิ้มแป้นมาพร้อมกับ (ว่าที่) หมอแพน…. ลูกชายที่ได้ยินชื่อมานานว่าวาดรูปกับพ่อมาตั้งแต่เด็ก มาเจอกับไท เจ้าของออฟฟิสสถาปนิกแมสซีฟ หนึ่งในเพื่อนรุ่นที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพที่ร่ำเรียนมา ส่วนสมเกียรติเมื่อจบถาปัดแล้วเปลี่ยนเข็มทิศชีวิตสู่เส้นทางนักบิน ร่าเริงแจ่มใสมีความสุข หัวเราะเสียงดังมาตั้งแต่ได้รับบทเด่นในละครตลกเรื่องโรมิโอและสามก๊ก  เมื่อตอนเรียนอยู่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ (และการละคร) หลังจากเรื่อง “โรมิโอแอนด์จูเลียต” แล้ว พวกเราจัดทำละครถาปัดอีกหลายครั้ง เรื่องหนึ่งคือ “สามก๊ก” ซึ่งสมเกียรติเล่นเป็นโจโฉ ไทเล่นเป็นกวนอู และตา(ปัญญา)เล่นเป็นจูล่ง ทหารเอกของเล่าปี่

พอได้เจอกับ 4 ศิลปิน อาจารย์กมล ทัศนาชลี อาจารย์เดชา วราชุน อาจารย์สรรณรงค์ สิงหเสนีย์ กับอีกท่านเป็นอดีตผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรม หลังจากสมเกียรติแนะนำให้รู้จักกันแล้ว เรา 8 คนก็เดินเรียงแถวลงเรือที่จอดรออยู่ที่ท่าศาลาวัด

สมเกียรติเล่าว่าวางแผนเส้นทางการเดินเรือโดยดูเส้นทางจาก Google Earth แล้วเที่ยวสืบหาเรือตามท่าเรือของวัดต่างๆ ในจังหวัดนนทบุรีที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองดูเรือที่สมเกียรติว่าไว้ ก็เข้าท่าดี มีตะแกรงกันของตกรอบกราบเรือ เรือโปร่งโล่งรับลมเย็นสบาย เก้าอี้ก็สะอาดน่านั่ง แถมมีเก้าอี้ผ้าใบเอนหลังให้ด้วย คูลเล่อร์ใหญ่ 2 ใบเตรียมน้ำดื่มหลายอย่างและน้ำแข็งไว้บริการ  ซึ่งสมเกียรติบอกว่าคนเรือมีน้ำใจจัดเตรียมมาให้เองโดยไม่ได้บอกไว้ในตอนที่ตกลงกัน

พอออกเรือไปได้สักหน่อย อาจารย์กมลเห็นวิวถูกใจก็อยากจะให้ดับเครื่องจอดเรือกลางน้ำ คนเรือบอกว่าต้องมีสมอแต่ไม่ได้เอามาเพราะธรรมดาเขาจอดเรือตามท่าน้ำที่มีเสาให้ผูกโยงเท่านั้น ว่าแล้วก็ตกลงให้เรือย้อนกลับไปเอาสมอเรือ เผื่อว่าอยากจะจอดตรงไหนก็จอดได้ตามใจเหล่าศิลปิน

หลังได้ทานชากาแฟและขนมผลไม้ ตอนนี้ทุกคนไฟแรงอยากวาดกันเต็มที่แล้ว คนเรือหายตัวไปนานมากหลังจากที่กลับขึ้นท่าไปเอาสมอเรือ รูปแรกของศิลปินทั้งสามท่านก็เริ่มบรรเลงตอนที่จอดรอสมอเรือเจ้ากรรมที่ท่าน้ำวัดเขมานั่นเอง

บรรยากาศบ้านเรือนริมน้ำที่เราเห็นกันเจนตา บ้านไม้แบบต่างๆ เรียงรายไร้ระเบียบ ยื่นล้ำ บิดเบี้ยว ผุพัง ระโยงระยาง ศิลปินท่านมองเจาะเป็นความงามแล้วถ่ายทอดลงบนกระดาษ ด้วยน้ำ สี และพู่กันส่วนตัวขอแต่ละคน สังเกตว่าแต่ละท่านจะเตรียมบีบชุดสีที่จะใช้มาเรียบร้อยแล้ว เมื่อตักน้ำใส่กระป๋องแล้วต่างก็ร่างภาพคร่าวๆ แล้วก็เปิดฝากล่องสีพร้อมบรรเลงได้เลย พู่กันใหญ่เป็นกระบี่แรกที่ถูกหยิบใช้อย่างรวดเร็วน่ามองน่าชม การวาดรูปนอกสถานที่ไม่ใช่รื่องง่ายๆ ต้องระวังกระดาษปลิว ระวังพู่กัน (ราคาแพง) กลิ้งตกหาย ระวังน้ำหกเลอะเทอะ และต้องไม่หวั่นเกรงสายตาผู้ชมที่ผ่านไปมาอีกด้วย

รูปรูปหนึ่งโดยเฉพาะเป็นภาพที่มีเนื้อหาเป็นจริงเช่นนี้ ไม่ว่าผู้วาดจะชำนาญแค่ไหน กว่าจะลงสีชั้นแรกจนถึงชั้นเก็บรายละเอียดในรูปให้สมบูรณ์ในขั้นสุดท้าย ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง ดังนั้นแม้ว่าคนเรือจะหายไปนานเพียงใด บรรดาศิลปินก็ไม่ได้ทุกข์ร้อน และชมไพรก็ได้เพลิดเพลินกับ 3 ภาพ 3 สไตล์ของศิลปินทั้ง 3 ท่านที่เพิ่งได้ประจักษ์ในวันนี้เอง

วันเที่ยวอย่างนี้ไม่มีใครรับรู้เรื่องเวลา กว่าจะออกเรือกันอีกครั้งนานโข แต่แล่นไปได้ไม่ไกลเรือก็ถูกขอให้จอดอีกครั้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา นี่เรายังไม่ได้เข้าคลองกันเลย ศิลปินก็ลงมือวาดรูปที่สองกันแล้ว

ตอนที่เรือแล่นเข้าคลองบางกอกน้อย ทุกคนเก็บภาพอาคารบ้านเรือนไปเรื่อยๆ ตามวิธีการของแต่ละคน อาจารย์สรรวาดลายเส้นด้วยปากกาหมึกดำ ส่วนสมเกียรติถ่ายทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ สมเกียรติเป็นกัปตันการบินไทยที่มีผลงานทั้งภาพวาดและรูปถ่ายจากเมืองต่างๆ มาให้เพื่อนๆ ได้ชมกันมากมายนับร้อยภาพนับพันรูป สมเกียรติเล่าให้ฟังว่าระหว่างที่รอบินกลับมักหิ้วกระเป๋าอุปกรณ์วาดรูปไปคนเดียว เห็นมุมไหนอยากวาดก็นั่งวาดข้างทางอย่างง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีอุปกรณ์มาก ไม่ขึงกระดาษ ไม่มีเก้าอี้ และมีบางครั้งที่วาดๆ อยู่หันไปจะหยิบของ กระเป๋าอุปกรณ์ข้างกายก็ได้อันตรธานไปซะแล้ว

ขอขอบคุณสมเกียรติ ณ ที่นี้อีกครั้ง ที่อนุญาตให้นำภาพวาดทั้งที่เมืองไทยและต่างประเทศลงไว้ใน Watercolor Appreciation ของชมไพร และให้ร่วมเดินทางในทริปพิเศษนี้

ด้วยความรักในการวาดภาพทำให้สมเกียรติได้รู้จักและสนิทสนมกับอาจารย์ทั้งสามเป็นการส่วนตัวมานาน เมื่อบินไปอเมริกาก็ไปหาอาจารย์กมลที่บ้าน ได้ร่วมทริปวาดรูปนอกสถานที่กับอาจารย์หลายท่านและหลายครั้ง  แต่เวลาไปกับบรรดาอาจารย์เหล่านี้  เขาบอกว่าวาดรูปไม่ได้เลย

แต่เมื่อเรือจอดเป็นครั้งที่ 3 ใกล้วัดน้อยใน สมเกียรติถูกอาจารย์และเพื่อนๆ ขอให้แสดงฝีมือร่วมกันบ้าง ฝั่งตรงข้ามที่เรือจอดมีทั้งวัดและบ้านเรือนเรียงราย ท้องฟ้าเข้มสีคราม เมฆสีขาวลอยเด่นกระจายเป็นก้อนๆ สะท้อนผืนน้ำ ผักตบกระเพื่อมพริ้วไหวตามคลื่นท้ายเรือที่แล่นผ่านไปมา ในที่สุดสมเกียรติทนบรรยากาศที่เย้ายวนไม่ไหว ส่งกล้องวีดีโอให้แพนหนุ่มน้อยทำหน้าที่แทน แล้วก็เริ่มร่างภาพตามแนวตั้ง แบ่งพื้นที่ภาพด้วยสีของแนวอาคารตามเส้นขอบฟ้าก่อน แล้วจึงลงสีท้องฟ้าและก้อนเมฆอย่างรื่นรมณ์ (เมฆขาวเริงร่า ผืนฟ้าสีคราม) ส่วนที่เหลือของภาพก็เป็นการเก็บส่วนประกอบอื่นๆ กับรายละเอียดในจุดเด่นของภาพ อาจารย์ทุกท่านต่างชื่นชมว่ายอดเยี่ยมจริงๆ

ส่วนอาจารย์กมลชอบใจวิวจากหัวเรือ ก็เลยแยกไปนั่งวาดอยู่คนเดียว เสร็จไปภาพหนึ่งก็รีบแกะกระดาษออกจากเล่มวางไว้ข้างตัวให้สีแห้งเพื่อเตรียมวาดภาพใหม่อีกภาพ เผลอแป๊ปเดียวลมกระโชกพัดรูปไปจากหัวเรือ ลอยไปตามสายน้ำ โชคดีด้านที่วาดหงายขึ้น เด็กเรือรีบคว้าพายวาดหัวเรือไปตามเก็บรูปมาได้ รูปนี้ได้อารมณ์ล่องคลองบางกอกน้อยที่แท้จริง

อาจารย์สรรก็วาดวิวเดียวกันกับอาจารย์กมลและมุมมองจากกลางเรือ ภาพชุดสีสดใส อาจารย์เดชาวาดภาพบ้านที่อยู่ทางท้ายเรือ ดูซิเรือจอดที่เดียวได้ภาพศิลปะจาก 4 ศิลปิน

คราวนี้ได้เวลาหาก๋วยเตี๋ยวเรือเติมพลังกันเสียที ทุกคนต่างก็ช่วยกันมองหา แล้วพากันรีบชี้ให้คนขับเรือจอดเมื่อเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ข้างโรงเรียนวัดไก่เตี้ย ทะยอยสั่งต่อกันมาเรื่อยๆ นับจานเมื่ออิ่มหนำกันดีแล้ว สรุปได้ว่าพวกเราสั่งคนละ 3 ชามเป็นอย่างน้อย รายการวันนี้สมเกียรติไม่ยอมให้ใครเปิดกระเป๋าตังกันเลย

ลงเรือใหม่อีกครั้ง สังเกตระดับน้ำขอบเรือสูงขึ้นเพราะพวกเราเพิ่มน้ำหนักกันทุกคน ยิ่งเข้าคลองลึกคลองยิ่งแคบ ตอนนี้หนังท้องตึงยังไม่มีใครอยากวาดรูป อาจารย์สรรเสก็ตภาพต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จับตรงนู้นมาต่อตรงนี้ หากนำทุกภาพมาต่อกันคงจะได้เป็นทัศนียภาพริมคลองที่ยาวมากทีเดียว

ไทหมดเวลาที่ขอมา คนเรือก็ส่งให้ขึ้นจากเรือที่วัดชลอ แถวบางกรวยเพื่อจะกลับไปเอารถที่จอดไว้ที่วัดเขมา

ไปตามคลองถึงทางแยกมีศาลเจ้าจีน เรือต้องเลี้ยวขวา อ้าว เจอประตูน้ำทำด้วยแผ่นเหล็ก เรือต้องลอดประตูน้ำ ค่อยลอดไปได้เนื่องจากน้ำลง พอลอดผ่านไปแล้วพวกเราถูกขอให้ไปนั่งด้านหัวเรือกันทั้งหมดเพราะตอนนี้ท้องเรือติดก้นคลอง

พ้นจากประตูน้ำนิดเดียว อาจารย์กมลก็เจอมุมมองที่ถูกใจ รีบให้เรือหาที่จอดซุกข้างคลอง

ภาพข้างหน้าเป็นหลังคาสีส้มสดของวัดกล้วย ไล่ระดับเรื่อยลงมายังบ้านเรือนและศาลาริมน้ำ โค้งริมคลองฝั่งตรงข้ามวัดมีกอไม้งาม สายไฟฟ้าพาดผ่านระโยงระยาง นี่เลย องค์ประกอบเช่นนี้แหละที่สะกิดอารมณ์นักวาดภาพได้เป็นอย่างดี

บัดนี้ไฟวาดภาพยามบ่ายลุกโชน หากเป็นไฟจริงเรือคงลุกไม้ไปแล้ว ทุกคนที่ต้องเบียดๆ กันอยู่ที่หัวเรือ ต่างก็หาพื้นที่นั่งวาดของแต่ละคน อาจารย์ทุกท่านและสมเกียรติต่างก็ก้มหน้าก้มตาวาดรูปกัน อาจารย์กมลบอกแล้วว่ามุมนี้งามจริงๆ แล้วก็เริ่มร่างภาพที่สองของวิวนี้ (เป็นภาพที่เท่าไรก็ไม่ทราบของวันนี้... นับไม่ถ้วน) ส่วนชมไพรนั่งเอาเท้าแช่น้ำข้างๆ หนุ่มแพน

และแล้ว….. ก๋วยเตี๋ยวเรือก็มากระตุกการวาดรูปช่วงสุดท้ายเหมือนใครสั่งมา เสียงสมเกียรติสั่งเส้นเล็กแห้งชามเส้นเล็กน้ำชาม ทำเอาศิลปินแต่ละท่านค่อยๆ วางพู่กันลง ก๋วยเตี๋ยวเรือลำนี้นี่เองที่ช่วยประดับบรรยากาศการลงเรือล่องคลองได้อย่างอิ่มเอม

เรือแล่นต่อมาอีกเดี๋ยวเดียวก็ออกปากคลองบางกรวย ตัดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาก็กลับมายังที่เดิมที่เริ่มต้นเมื่อเช้านี้ ตอนนี้บ่ายสามโมงกว่าเท่านั้น เหมาะแก่เวลาที่จะถ่ายรูปที่ระลึกร่วมกันหน้าโบสถ์วัดเขมาภิรตาราม ซึ่งกำลังเจิดจ้าด้วยประกายสีทองเมื่อสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่าย

ชมไพร 24 มิถุนายน 2550

เอื้อเฟื้อภาพถ่ายและการจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในทริปนี้โดยสมเกียรติ ดิลกเลิศ

 

สิ่งสำคัญที่ควรชมที่วัดและโรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม นนทบุรี

  • พระศรีอาริย์ประดิษฐานด้านหลังพระอุโบสถ
  • พระประธานพร้อมอสีติมหาสาวกพระอรหันต์ทั้ง ๘๐ รูปประดิษฐานในพระอุโบสถ : รัชกาลที่ ๔ ทรงสร้างพระอสีติมหาสาวก ๘๐ รูป รอบพระประธาน มีชื่อแต่ละองค์สลักปรากฏอยู่ที่ฐานอาสนะ
  • ภาพเขียนเทพชุมนุมแบบไทยมีขบวนเทวดา นางฟ้า วงมโหรี
  • พระตำหนักแดง พระที่นั่งมูลมณเฑียร : รัชกาลที่ ๔ ทรงให้ย้ายมาเพื่อเป็นอนุสรณ์สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒ (พระราชมารดาในรัชกาลที่ 4) ลักษณะเป็นเรือนไม้สักทั้งหลังแบบเรือนฝา ยกใต้ถุนสูง อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก

 

 

September 19

9. เล่นกับสีและน้ำ

เล่นกับสีและน้ำ

นั่นเป็นประโยคหนึ่งที่ครูสอนวาดภาพสีน้ำมักจะบอกกับลูกศิษย์ในชั่วโมงแรกของคอร์ส

วาดภาพสีน้ำเบื้องต้น” มันดูจะเป็นประโยคแห่งความจริงที่แสนจะธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาเลยเมื่อได้เริ่มจับพู่กัน เอาพู่กันจุ่มลงในน้ำ ปาดน้ำออกจากปลายพู่กันเล็กน้อยแล้วแตะสีจากหลุม คนละเลงให้น้ำกับสีให้ละลายเข้ากันดีบนจานสี เติมน้ำหรือสีให้ได้ความใสหรือความข้นที่ต้องการ แล้วจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษอย่างนุ่มนวล……

เมื่อพวกเราลองเล่นกับสีและน้ำมาได้สี่วัน คือวันเสาร์สี่สัปดาห์ต่อกันในห้องเรียนของวิทยาลัยเพาะช่าง อาจารย์นพดล เนตรดี สอนให้พวกเราหัดวาดท้องฟ้าในบรรยากาศต่างๆ หัดวาดภูเขา ต้นไม้ ต้นสน ต้นตาล และแม้


ดอกไม้ใบหญ้า หัดวาดภาพทะเล เรือ หาดทราย หัดผสมสี หัดใช้พู่กันแบบต่างๆ ให้เหมาะกับภาพ หัดลงสีกลีบดอกไม้ ใบไม้และกิ่งก้าน สารพัดเทคนิคจนได้ที่ที่ทุกคนรู้สึกร้อนวิชา แล้วก็ถึงเวลาที่ครูจะพานักเรียนออกวาดภาพนอกสถานที่……

นี่เป็นบรรยากาศของนักวาดภาพขั้นต้นและขั้นสูงมารวมตัวกัน บนแพในอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ กาญจนบุรี ระหว่างวันที่ 4-5 มิย 48 ได้วาดภาพคนละหลายภาพ ได้ว่ายน้ำคนละหลายหน ทั้งหยอกเด็กน้อยที่


น่าเอ็นดูทั้งหลายที่ติดตามพ่อแม่ พี่ป้าน้าอาทั้งหลายมานอนแพ นอนฟังเสียงคลื่นกระทบ แพนกน้อย” กันทั้งคืน อาหารก็อร่อยสุดๆทุกมื้อ ส่วนฝีมือวาดภาพของพวกเราเป็นอย่างไรกันบ้าง ขอเชิญชมกันได้เลยค่ะ

ชมไพร 4-5 มิย 48

บันทึกไทยธรรมชาติ

<http://spaces.msn.com/members/chomphrai05>

บันทึกไทยธรรมชาติ

<http://spaces.msn.com/members/chomphrai05>

 

Playing with colors and waters

Playing with colors and waters
was one of very first sentences which our painting teacher,
Ajarn Noppadol, told us on the first day of the course Painting with water colors – Beginner’s course”. It was a simple fact. And we also thought that coloring on a piece of paper was also simple. Unfortunately, it was not quite so. We started to put our (big and small) brushes into glasses of water, put a bit of several colors into our color plates, followed by drops of water from brushes. We had to learn how to notice the thickness of each dissolved color, and make it clear or thick enough to serve our need for each point on the paper. We began our true excitement when we first hold our brush and put its tip (damped with colors we had designed) on our first page of painting white paper.

We tested and played with lots of colors, learned how to mix them up to get the colors we want (unfortunately, most of the time we would get the colors we did not want!!). The main point the teacher told us was that we should not to use the color which was directly came out of the color tubes, because it gave a “raw” and “hard” feelings. We would mix green with brown, or blue, or purple, in order to get the green for leaves. We should mix blue with orange, or pink, or red, in order to get the blue for the morning sky, for example.

During 4 days of testing and playing (4 Saturdays at a classroom in “Pohchang” College in Bangkok), we had practiced on different techniques to create different moods of sky, mountains, trees, pines, palms, huts, creeks, beaches, boats, etc. Those techniques includes how to select different size and shape of brushes, how to mix colors together to make it soft and natural (in our imagination). We thought that we knew a lot. And then it was the time to go for out-door (or real) environment to look at the nature’s color (which was quite different from what we had thought!!) and tried to create a painting that reflect our feeling, from what we saw in front of us. We decided to go to a raft floating on water reservoir at the

Sri Nakarin Dam, Kanchanaburi province. The group of Advanced water-color painting” course also joined us on the trip (You might see the different levels of skill on the paintings shown in the album. I am sure that you could easily identify which one was from “Beginner’s” course and which one was from “Advanced” course students.!!) We had a lot of fun with paintings, swimming, eating, climbing, and teasing children who also “want to paint” with their parents. The class became funny and messy. However, each of us got 2-3 pictures back home (with pride). Please enjoy our paintings.!!

Chomphrai, 4-5 June 2005 - English version by Kookkies

Nature Thai Diary <

http://spaces.msn.com/members/chomphrai-en> 
March 08

8. Good words

The burden of the past
gives rise to it's own continuity,
 
And the worries of yesterday
give new life to the worries of today.
November 28

7. บ้านเกิดเมืองนอน ของนายมอญ

บ้านเกิดของฉัน – นายมอญ คือ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
แต่เราไปโตที่ อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี

จุดเด่นของ จังหวัดราชบุรี
ราชบุรีเป็นเส้นทางเดินทัพ เป็นสมรภูมิรบมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
และเป็นหัวเมืองสำคัญเรื่อยมาในประวัติศาสตร์
สินค้าที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดราชบุรี ก็คือโอ่งมังกร
จุดเด่นของอำเภอบ้านโป่ง
เป็นเมืองชุมทางมาตั้งแต่โบราณ เป็นทางแยกไปภาคใต้ และภาคตะวันตกของประเทศ
ทั้งเส้นทางรถยนต์และเส้นทางรถไฟ
อำเภอบ้านโป่ง เป็นต้นกำเนิดของอู่ต่อตัวถังรถบรรทุก และรถโดยสาร มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

บ้านโป่ง – ในความทรงจำที่เป็นบ้านเกิดของเรา
เริ่มต้นเล่าที่…..พ่อของเรามาจากเมืองจีน
ไปทำสวนทำไร่อยู่แถว อ.ท่าม่วง อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
จนเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง พ.ศ.2484 – 2488
กองทัพญี่ปุ่นจับเชลยศึกชาติต่าง ๆ สร้างทางรถไฟผ่านกาญจนบุรีจะไปพม่า
พ่อก็อพยพย้ายครอบครัวไป อ.โพธาราม และต่อมาย้ายอีกไปตั้งหลักปักฐานที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และเรา-นายมอญ ก็จึงเกิดที่นั่น

หมู่บ้าน-ชุมชนรอบๆ บ้านเกิดของเรา
ไปทางทิศใต้คือ วัดดอนตูม และตลาดบ้านโป่ง
ทิศเหนือมีหมู่ลาว(หมู่บ้านลาว) มีวัดโคกหม้อ(ชื่อนี้จริงๆ – ไม่ผิดหรอก)
เลยไกลออกไปจากหมู่ลาวก็ บึงกระจับ และ หนองปลาดุก( ทางรถไฟแยกไปเมืองกาญจน์ )
ทิศตะวันออก ติดทางหลวงเป็นถนนดินลูกรัง เลยออกไปคือทางรถไฟสายใต้
เลยทางรถไฟไป เป็นที่ตั้งของ อ.ส.ร. - องค์การอาหารสำเร็จรูป
โรงงานผลิตเสบียงอาหารของกองทัพ ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2498
ทิศตะวันตก เป็นทุ่งนาที่ราบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา……….

ช่วงที่เริ่มจำความได้มันก็ราว ๆ กึ่งพุทธกาลนั่นล่ะ
ค้นดูเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น……
…….พ.ศ. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ
นาย พจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี
แล้วต่อด้วย พลโท ถนอม กิตติขจร
แล้ว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหาร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2502

ความทรงจำสมัยเด็ก มักนึกขึ้นมาเป็นภาพ ๆ ไม่ปะติดปะต่อกัน….เช่น
สภาพถนนจากกรุงเทพ มาบ้านโป่งตอนที่ผ่านหน้าองค์การอาหารสำเร็จรูป(อ.ส.ร.)
เป็นถนนลูกรัง สองข้างมีต้นไม้ร่มครึ้ม ถนนเลี้ยวโค้งผ่านหน้าบ้านเราไปตลาดบ้านโป่ง
จำภาพอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง
พี่ ๆ ขายน้ำแข็งไสกันอยู่หน้าบ้าน
มีรถยนต์วิ่งแหกโค้งชนต้นมะพร้าว ล้อหลุดกลิ้งวิ่งผ่านหน้าบ้านไป
อีกครั้งหนึ่ง มีคนโดนน้ำร้อนของหม้อน้ำรถยนต์ลวก วิ่งมาขอความช่วยเหลือ
พี่ๆ เอาน้ำปลามาราด มีคนบอกว่าป้องกันมือเน่า
จำภาพได้ มีครั้งหนึ่งตำรวจไล่จับนักโทษสองคนที่วิ่งหนีเข้าไปในไร่มะเขือ
อีกครั้งหนึ่ง มีขโมยขุดดินลอดฝาบ้านเข้าไปขโมยของ
สมัยนั้น บางทีก็มีอหิวาตกโรคระบาด มียากฤษณากลั่นแก้โรคท้องร่วง

บางเรื่องก็จำได้จากพวกพี่ ๆ เล่าให้ฟัง…..
งานวัดดอนตูม
แม่กับพี่ไปขายขนม พี่สาวคนโตจับน้องชายที่ยังแบเบาะใส่กระโปรงผู้หญิง
บรรดาแม่ค้าแม่ขายก็วางหาบขนมกันเรียงราย
อยู่ ๆ เจ้าเด็กนุ่งกระโปรงที่นอนอยู่ก็ฉี่ ฉี่พุ่งโด่งเป็นน้ำพุ
แม่ค้าข้าง ๆ ตกใจ สงสัยมาก เดินรี่มาหา
มาถึงก็เปิดกระโปรงขึ้นดู ดูแล้วก็หัวเราะ
“โธ่เอ๊ย นั่งอยู่ด้วยกันครึ่งค่อนวัน ไอ้เราก็นึกอยู่ว่าเป็นพูหญิง
หนอยแน่ ฮา ฮา ก๊าก พูหญิงอะไรมีกะจู๋…”

จำเพลงได้เลา ๆ อยู่เพลงหนึ่งที่พวกตลกชอบเอามาแปลงเนื้อร้อง….
" หนูเกิดมา.....แล้ว.....แมวกินหมด...."
เนื้อเพลงของจริง - ก็จำได้นิดหน่อย....
" หนูเกิดมาอาภัพเหลือทน
ครอบครัวก็แสนยากจน ซ้ำพ่อเป็นคนพิกลพิการ
อนาถหนักหนา หนูต้องมาเป็นเด็กขอทาน....."
(โบ...มาก ๆ เลย)

เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของเด็กวัดดอนตูม รุ่นกึ่งพุทธกาล
….เช้า ๆ ในวันหนึ่ง
หลวงพี่ไปเห็นเต่าตัวเบิ้ม ก็เอามาบอกเด็กวัดที่เล่นกันอยู่แถวนั้น
“ เด็กเอ๋ย ตูไปฐาน เห็นเต่าคลาน ดังขลุกขลัก “
ท่องอยู่หลายเที่ยวทีเดียวให้เด็ก”เข้าใจ” ไปจับมา
จับมามาแล้ว ถกเถียงกันจนได้ข้อยุติว่า - ”ต้องต้ม”
เด็กก็ไปยืมหม้อของวัดน่ะแหละ แต่ไปหยิบหม้อเล็กมา
หลวงพี่เดิน ๆ อยู่ก็พูดว่า
“ หม้อนั้น มันเล็กนัก หม้อต้มผัก จึงจะดี “
เด็กก็ไปเปลี่ยนเอาหม้อใหญ่ใส่น้ำมา ต้มเต่าบนเตา
ที่เด็กอีกพวกก่อไฟรอไว้แล้ว
คราวนี้ – จะปรุงยังไง – เด็กสงสัย
“ มะนาว ใบมะกรูด มะพร้าวขูด กินมันดี “
หลวงพี่พึมพำให้ได้ยินกันชัดเจน
เด็ก ๆ ก็ไปหามาทำตาม พัดไฟจนสุกได้ที่ทีเดียวเชียว
สุกแล้ว คราวนี้นึกถึงว่าจะแบ่งสรรกันยังไงดี
“ เนื้อหนัง เด็กกินได้ ตับกับไข่ถวายเพล “
หลวงพี่พึมพำเป็นที่ชัดเจนดีแล้ว ก็เดินไปเสียจากแถวนั้น....

ในช่วงประมาณ พ.ศ.2500
พ่อของเราสนใจจะทำไร่ขิงเพราะตอนนั้นขิงราคาดี และสนใจจะทำสวนยางพารา
พ่อปรึกษาหารือกับญาติ ๆ และเพื่อน ๆ จนได้รู้จักกับคนที่นาสาร สุราษฎร์ธานี
แล้วก็ได้ชวนกันเป็นหุ้นส่วนไปซื้อที่ดินทำสวนยางพาราที่นั่น – เมื่อ พ.ศ.2503

พ่อเดินทางไปก่อนชุดหนึ่ง ส่วนเราย้ายตามไปในชุดหลัง
ในวันที่ชุดหลังที่บ้านโป่งออกเดินทางตามไปนั้น
จำได้เพียงลาง ๆ ว่า ขนของกันด้วยรถบรรทุกใหญ่ไปส่งที่สถานีรถไฟ
เด็ก ๆ นอนนั่งบนข้าวของอยู่หลังรถ
รู้สึกว่า - เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งรถเข้าตลาดบ้านโป่ง
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นวงเวียนหอนาฬิกาของบ้านโป่ง
เป็นครั้งแรก และก็เป็นครั้งเดียวที่เพิ่งได้มาเห็นแล้วก็กำลังย้ายบ้านไปแล้วนะ
จำได้ก็แค่ความรู้สึกในวันนั้น..... แต่มันบอกออกมาไม่ถูก….

เป็นครั้งแรกที่เราขึ้นรถไฟ เดินทางไกล
รถไฟสายใต้วิ่งช้า จะไปนาสาร สุราษฎร์ธานี ต้องลงพักที่ชุมพรหนึ่งคืน
เพื่อต่อรถไฟอีกทอดในวันรุ่งขึ้น

และแล้วก็ไปถึง....
สถานีรถไฟ "นาสาร" เป็นสถานีเล็ก ๆ
ลงจากสถานีรถไฟ ก็มีวงเวียน มีหอนาฬิกาอยู่ตรงกลาง – เหมือนบ้านโป่ง
ข้างใต้หอนาฬิกามีอุปกรณ์ดับเพลิง และข้างใต้วงเวียนเป็นที่เก็บน้ำสำหรับดับเพลิง
( เข้าใจว่าเป็นแบบของช่างชาวอังกฤษที่สร้างทางรถไฟสายใต้ มีการสร้างหอนาฬิการูปแบบคล้ายกันนี้ในที่อื่น ๆ ด้วย เช่น ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และในจังหวัดชายแดนภาคใต้ )

วันนั้น พ่อมารอรับพวกเรา ให้เรานั่งซ้อนท้ายจักรยานเข้าสวน
พ่อขี่จักรยานออกจากตัวตลาดไปพักใหญ่ ๆ ก็ผ่านสุสานชาวจีน แล้วแยกทางซ้ายมือ
ไปอีกหน่อยเดียวก็เจอลำธารสายแรก
แล้วขึ้นควนลงควน ขึ้นควนลงควน( ควน – คือเนินเขา )
เจอลำธารสายที่สอง มีสะพานไม้
“ นั่นไงบ้านเรา”
พ่อชี้ไปบนเนินขวามือจากที่อยู่บนสะพานข้ามลำธารนั้น
ลำธารนั้น ที่เรียกกันว่า”คลองงอน” ต่อ ๆ กันมา....
นั่นคือความทรงจำ – วันแรกที่นาสาร วันใดวันหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2503

สวนยางของพ่ออยู่ห่างจากตลาดประมาณ 3 กิโลเมตร
มีลำธารไหลผ่าน พวกพี่ ๆ เรียกลำธารนี้ว่า " คลองงอน "
ชื่อของลำธารสายนี้-ไม่น่าจะเป็นภาษาถิ่นนาสาร – คนปักษ์ใต้
แต่เป็นภาษาคนภาคกลาง สำเนียงคนบ้านโป่ง ที่มาตั้งรกราก หักร้างถางพงเพื่อทำสวนยางพารา
พื้นที่ทั่วไปในตอนนั้นยังเป็นป่า มีลิง มีไก่ป่า มีปลาในลำธาร มีชะนีส่งเสียงดังก้อง
มีเสือปลา มีอีเห็น มีเลียงผาให้เห็นไกล ๆ มีงูเหลือม มีกระรอกกระแต
มีเก้ง มีนกมากมาย มีคนเจอเสือด้วย
ภาคใต้ในตอนนั้น ขึ้นชื่อมากก็ในเรื่องยางพาราและไข้มาเลเรีย
เงาะโรงเรียนยังไม่มีชื่อเสียงในตอนนั้น
เงาะทั่วไปที่มีก็เป็นพันธุ์พื้นเมือง เนื้อไม่กรอบเม็ดไม่ล่อน
ทุเรียนก็มีแต่พันธุ์พื้นเมืองต้นสูงใหญ่เนื้อน้อยเม็ดใหญ่
และแน่นอน - มีสะตอ ลูกเนียง มีหนังตะลุง มโนราห์ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ
เช่นเดียวกันกับ - สำเนียงภาษาของคนที่นั่น
รถไฟแล่นสวนกันยังคุยกันรู้เรื่อง
“ ไน๊ ? “ คนในขบวนแรกถาม
“ ล๊าด ! “ คนในอีกขบวนหนึ่งตอบ
ห้วน ๆ สั้น ๆ ได้ใจความ ไม่ต้องพูดยืด ๆ ยาว ๆ

 

Published By mon_on - November 25 3:21 PM

November 02

6. เมืองแปดริ้ว บ้านเกิดของฉัน

 บ้านเกิดของฉัน เรียกง่าย ๆ สั้น ๆ ว่า "แปดริ้ว" แต่ไฉนเลย หลายครั้งหลายครามีคนถามฉันกลับมา "แปดริ้วที่ไหนเหรอ" บ้างว่า "แปดริ้วคือโคราช" บ้างว่า "แปดริ้วอยู่นครสวรรค์" บางคนถึงกับงง "มีด้วยเหรอจังหวัดแปดริ้วในประเทศไทย"

 

ฉันน้อยใจนิดหน่อย ที่ทำไมใครต่อใครไม่รู้จัก "แปดริ้ว" แต่นั่นก็เป็นโอกาสอันดี ที่ทำให้ฉันได้เล่าถึงเมืองแปดริ้ว เมืองแปดริ้ว เป็นชื่อที่ใช้เรียก จังหวัดฉะเชิงเทรามาช้านาน และที่เรียกว่าแปดริ้วก็เพราะว่า ปลาช่อนที่จับได้จากแม่น้ำบางปะกง เมื่อสมัยก่อนมีตัวใหญ่มาก เวลาที่เค้าจะแล่ปลา เค้าจะแล่กันเป็น 8 ริ้ว!!! ที่ต้อง 8 ริ้ว ก็เพราะว่า ถ้าแล่ 9 ริ้วจะถี่ไป แล่ 7 ริ้วก็ห่างไป นั่นแสดงให้เห็นว่าชาวแปดริ้วเป็นคนประณีตมากทีเดียว ไม่มองข้ามแม้การแล่ปลา

 

สังเกตไหม..ฉะเชิงเทรา ชื่อนี้อ่านยากเชียว คล้าย ๆ กับไม่ใช่ภาษาไทย...ใช่แล้ว ฉะเชิงเทราเป็นคำมาจากภาษาเขมรแปลว่า "คลองลึก" ฉันรู้สึกภูมิใจทีเดียว ที่ได้บอกเล่าความเป็นมาของชื่อจังหวัดให้หลายคนได้หายแคลงใจ แล้วถ้าผ่านมาจังหวัดคลองลึกนี้เมื่อไรก็ อย่าลืมแวะไหว้หลวงพ่อพุทธโสธร เพื่อเป็นสิริมงคลนะจ้ะ

 

ไม่รู้ว่าอีกกี่ครั้งที่ฉันจะได้ยินคำถาม "แปดริ้ว? ที่ไหนเหรอ" ไม่รู้ว่าอีกกี่ครั้งที่ฉันจะน้อยใจกับคำถามนั้น แต่จะอย่างไร ไม่ว่าอีกกี่ครั้งกี่ครั้ง ฉันก็จะเล่าให้ฟังว่า "แปดริ้วคือฉะเชิงเทรา บ้านเกิดของฉันเอง"

 

-Feb- http://spaces.msn.com/members/2gatsu/) 31 ตุลาคม 2548

August 28

5. เชิญชวนเขียน "บ้านเกิดของฉัน"

เรียกเล่าจากความประทับใจในวัยเด็ก
ส่งเข้ามากัน เย้ว เย้ว
July 08

4. รูปสีน้ำของน้องน้อย

Buknoy Dotcom has recently visit Nature Thai Diary.
His works of art from 5 years ago were for our appreciation.
April 21

3. โปสการ์ดจากหมอเล็กและกระแตแต้แว้ด

คุณกระแต...เธอไปแต้แว้ดที่บอร์เนียว  กับกลุ่มเพื่อนพ้องน้องพี่

ส่งโปสการ์ดมาให้เราอิจฉา ...

 

เปิดหน้าบันทึกไว้รอรับเรื่องเล่าจ้า

แนะนำให้ใช้ Font Tahoma ขนาด 11 point ขึ้นไปนะ

ส่วนรูปต้องรวมส่งมาให้ชมไพรก่อน จึงจะเอาลงให้ได้

ขออภัยในความไม่สะดวก ... พี่หนู

April 19

2. Suan Mokkh Meditation Center

During April 9th – 17th, I spent my time in a 7-day retreat at Suan Mokkh Meditation Center. It is in Surat Thani province, 600 km. south of Bkk.

Suan Mokkh offers Meditation guidelines and practices on meditation, both for foreigners and Thai.
- The
course for foreigner is in English, organized between day 1-11 of each month. The registration fee is 1500 Bht (30 US$ approx.).
- The
course for Thai is organized between day 19-27 of each month.

It is the time to look into one's self, to learn the "inner side", to stay away from "material world", and to concentrate on how to adapt Buddha's teaching into your daily life in order to get the peace of mind.

During those days, one will learn Pali praying, with translation in Thai (or English).
- 1-hour exercise class in the morning.
- Meditation techniques and practice.
- Lectures on Buddhist doctrine, the concept of 4 noble truth, practice of mindfulness breathing.
- Vegetarian food (2 meals a day).
- Sleep on grass mat.
- Stay in solitude private room after 9 pm.
- Electricity is available between 4-6 am and 6-9.30 pm.

Moreover, at the meditation center, there exists a hot water spring where one can relax during morning or afternoon breaks.

*Cookies*